บทความล่าสุด
บทความยอดนิยม
บทความที่เกี่ยวข้อง

การรักษาสะเก็ดเงิน ในยุคปีคศ 1800-1950 (ยุคก่อนมี สเตียรอยด์) และเมื่อมีสเตียรอยด์

โดย: นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์
     ยุค internet ดีมากสำหรับคนที่ใฝ่รู้ เพราะสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย เช่น หากท่านผู้อ่าน พิมพ์คำว่าสะเก็ดเงิน (psoriasis) เพื่อค้นหาข้อมูลทั้งหมด ท่านจะพบว่ามี เอกสารทางวิชาการกว่า 34353 ฉบับให้อ่าน ตั้งแต่ปี 1842 จนถึงปัจจุบัน (22/08/2013)
 
ยุค 1800-1950
 
     รายงานที่เก่าที่สุด คือ รายงานการรักษาสะเก็ดเงินด้วย Pitch โดย Toogood J.ในปี คศ 1842 มีการใช้ สารสกัดจาก ต่อมไทรอยด์ และ มีการรายงาน ผลการรักษาด้วยวิธีนี้ โดย Bramwell B. ที่ Edinburgh Royal infirmary ในปี 1894 ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ตามรูปที่แนบมาจากเอกสารวิชาการฉบับนี้ 
               
ผมดีใจมากที่พบหลักฐานยืนยันว่าการรักษาสะเก็ดเงินสามารถทำให้หายได้โดยไม่มีการใช้สเตียรอยด์ (การใช้สเตียรอยด์ เริ่มใช้ ในปี คศ 1951) แต่การรักษาที่ได้ผลนี้ต้องมีองค์ประกอบคือ แพทย์ ต้อง มีความใส่ใจคนไข้อย่างสูงและ คนไข้ก็ต้องทุ่มเทให้อย่างมากทีเดียว เพราะ หลายๆรายงานในอดีตก็ไม่สามารถทำให้คนไข้หายได้ทุกราย ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบที่ทำให้หายนั้นไม่ใช่ตัวสารสกัดจาก ต่อมไทรอยด์เป็นสำคัญ แต่ผมมั่นใจว่า เป็นเรื่องของการดูแลอย่างจริงจัง (ปัจจบันเริ่มมีการ ตั้งคำถามเรื่อง ความสัมพันธ์ของต่อมไทรอยด์ กับการรักษา สะเก็ดเงินกันมากขึ้นอีกแล้ว น่าจะเรียกว่า The revisit of Thyroid ซึ่งไว้จะเขียนให้อ่านกันในบทความเฉพาะครับ)
 
ยุคทองของ สเตียรอยด์ 1951-1971
 
      กว่า 100 ปี หลังจาก มีรายงานฉบับแรกเกี่ยวกับ สะเก็ดเงิน ในปี 1842 คือ ประมาณ ปี 1948 ก็มีรายงานเรื่องการใช้ แสง Ultraviolet เพื่อรักษาสะเก็ดเงิน โดย Dubinin AP, Lindgren IM. และเป็นที่น่าสนใจด้วยว่าในปี 1949 เริ่มมีรายงานว่า มีการให้กิน Vitamin D2 ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดย Holcik LJ. แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีการพัฒนาต่อ เพราะ การใช้ steroids ที่ได้เริ่มนำมาใช้ในปี 1950 และได้มีการใช้ สเตียอรยด์ ในรูปแบบยาทาในปี 1951 โดย Newman BA, Felman FF. ทำให้สะดวกกว่ามากในการรักษา คือ สะดวกกว่าการรับประทานยา หรือ การฉายแสง เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้ topical steroids ในผู้ป่วยที่เป็น โรคสะเก็ดเงินจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้โอกาสในการพัฒนาการรักษาด้วย แสง UV และ การรักษาด้วย Vitamin D ต้องถูกพักและชะลอ มาจนยุคหลังยุคทองของสเตียรอยด์ คือ กลับมาในยุค ท้าทาย โดยไม่มีใครตั้งข้อสังเกตเรื่อง ผลข้างเคียงของการใช้ steroids ติดต่อ กันมากว่า 20 ปี
 
ยุคที่ถูกท้าทาย 1971-2013
 
     กล่าวคือ ในปี 1971 Laetsch C. เริ่มจะตั้งคำถามถึงปัญหาของการใช้ยาทาสเตียรอยด์ ปี 1972 เริ่มมีรายงานจาก Hendrikse JC ว่า ยาทาสามารถถูกดูดซึมเข้าตัวและกดระบบการทำงานของฮอร์โมนภายในตัว 1973 Goette DK  รายงานว่า การทาสเตียรอยด์ทำให้ผิวอ่อนแอ และ บางลง  และ Gallagher JC ก็ได้รายงานในปีเดียวกันว่า สเตียรอยด์สามารถทำให้กระดูกผุได้ ( osteoporosis) สุดท้าย เรื่อง เลวร้ายที่สุดก็เกิด คือ มีรายงานโดย Tan RS ในปี 1974 ว่า การใช้ยาทาสเตียรอยด์ ในการรักษาสะเก็ดเงิน สามารถกดการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้เกิด สะเก็ดเงินกลับลุกลามและกลายเป็น pustular psoriasis ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงที่สุดของ โรคสะเก็ดเงิน หากลองค้นหารายงานที่เกี่ยวกับ pustular psoriasis ในระหว่างปี 1951-1974 จะไม่มีรายงานที่คาดหรือพยายามโยงว่า คนไข้ ที่เป็น pustular psoriasis นั้นเกิดจากการใช้ ยาสเตียรอยด์มานานๆเลย (ไม่น่าเชื่อว่า ในปัจจุบัน ในประเทศไทย ยังมีคนเป็น pustular psoriasis จากการใช้สเตียรอยด์อยู่มากมาย)
 
     หลังจาก 20 กว่าปี ของการทำรายได้มหาศาลของบริษัทยาที่ผลิตและขายสเตียรอยด์ จากปี 1951-1974 ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะต้องมีการเริ่มคิดค้นหาทาออกหรือเพื่อหาตลาด สำหรับธุรกิจยา รวมถึงการรักษาที่มั่นของตนคือ ตลาดการใช้ สเตียรอยด์ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ มีแนวทางของงานวิจัยออกมา ดังนี้
     1. มีการคิดค้นสเตียรอยด์ใหม่ๆ ตั้งแต่ ปี 1974 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อ ครอบครองเนื้อสื่อวิชาการ ยกตัวอย่าง เช่น สเตียรอยด์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ Clobetasol propionate และตัวที่กำลังวิจัยคือ Clocortolone pivalate
     2. พยายามหายาทาตัวใหม่ เช่น ยาทากลุ่ม Vitamin D ยาทาในกลุ่ม Retinoids  (tazarotene) หรือยากลุ่ม Tacrolimus และ ยาในกลุ่ม Steroid sulfatase inhibitors ซึ่งเป้นกลยุทธที่ทำให้คนไข้และหมอยังมักง่ายอยู่กับการหายาทาวิเศษ ซึ่งไม่มีทาง จะให้ความมักง่ายได้ดีกว่า ยาทาสเตียรอยด์
     3. ระวังการพัฒนา คู่แข่งที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ 1948-49 คือ การพัฒนา การใช้แสงและ การใช้ Vitamin D รวมถึงการใช้ยาอื่นๆที่อาจจะเป็นอันตรายต่อธุรกิจการขายยาทาสเตียรอยด์
     4. พยายามสอดใส้ ให้มีการผสมสเตียรอยด์ ในการพัฒนาเหล่านั้น เช่น 
       4.1 ผสมกับ Vitamin D (calciprotriene + betamethasone) (2013)
       4.2 ผสมกับการใช้ Excimer laser (2012)
       4.3 ผสมกับ Alefacep (2006)
    4.4 ผสมกับ กรดวิตามิน A (1996)
 
     หวังว่าความรู้เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่จ่ายยาและผู้บริโภคยาทาเหล่านี้มานานแสนนาน
 
     ข้อสังเกตส่วนตัวของผม คาดว่า ถึงแม้จะเข้าสู่ยุคใหม่ที่เข้าใจผลร้ายของการใช้สารสเตียรอยด์ ก็คล้ายกับการเข้าใจว่า บุหรี่ไม่ดี ยาเสพติดไม่ดี แต่จะเห็นว่า  ไม่ง่ายเลยที่ การใช้สเตียรอยด์ จะถูกโค่นล้ม 
สาเหตุเรียงลำดับ คือ การดำรงอยู่ของ
     1. ความมักง่ายของคนที่อยากจ่าย และอยากใช้ สเตียรอยด์
     2. ผลดีที่มาก่อนผลเสีย ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของยาเสพติด
     3. เมื่อหยุดยาสเตียรอยด์เพื่อจะรักษาด้วยวิวัฒนาการอย่างอื่นในการรักษา คนไข้ที่ติดสเตียรอยด์จะทรมานมาก ก็มักจะต้องยอมใช้ เทคนิคใหม่ร่วมกับสเตียรอยด์ ในที่สุดก็จะกลับมาติดสเตียรอยด์อีก 
 
ในฉบับต่อไปจะเขียนเรื่องการรักษา สิว ยุคก่อนมีสเตียรอยด์ ยุคเฟื่องฟูของการใช้ยาทาสเตียอรดย์ และ ยุคสเตียรอยด์ถูกท้าทายเหมือนบทความนี้เช่นกัน รอติดตามอ่านดูนะครับ
 

สะเก็ดเงินบนหนังศรีษะ
โรคสะเก็ดเงิน Psoriasis / อิทธิพล
โรคสะเก็ดเงิน คุณเชื่อหรือไม่ ว่าสามารถเป็นกันได้ทุกวัย แม้แต่วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่แข็งแรง หากเกิดข
โรคสะเก็ดเงิน ในมุมมองใหม่
โรคสะเก็ดเงิน ในมุมมองใหม่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ผ่าน รายการ Novel Vision ..เพียงปลุกนักสู้ในตัวเรา แ
โรคสะเก็ดเงิน ในมุมมองใหม่ Part 2
สืบเนื่องจากคลิปที่แล้ว Part 1 คลิปนี้ Part 2 : เป็นคลิปเปิดใจถึงความรู้สึกที่มีต่อผลการ­รักษาโ
โรคสะเก็ดเงิน ในมุมมองใหม่ (คุณ ศศินทร์ สาลี)
แก้ปัญหา มีอนาคต ต้องศึกษาอดีต
การรักษาโรคผิวหนังเรื้อรังในปัจจุบันและการศึกษาประวัติศาสตร์สามารถช่วยอะไรได้บ้าง หาคำตอบได้ที่นี่ค่
สัมภาษณ์คนไข้เป็น โรคสะเก็ดเงิน มากกว่า1คนในครอบครัว
สัมภาษณ์คนไข้เป็น โรคสะเก็ดเงิน
 
COMMENTS / ความคิดเห็น
การรักษาโรคสะเก็ดเงินที่นี่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ โดย อันทิยา ดุษฎี เมื่อ 2013-11-25 05:47:02

ADD COMMENT / แสดงความคิดเห็น


ชื่อ:      E-Mail:

Verify: What animal is in the image below? ข้างล่างนี่คือรูปอะไร:   



Medical Tools




การรักษา / Treatment




Articles

Contact Us




ตารางแพทย์




Products

Multimedia
Copyright © Netanart.com